วันเสาร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2558

8. วิธีการประมวลผลข้อมูล





  8. วิธีการประมวลผลข้อมูล


 วิธีการเปลี่ยนแปลงข้อมูล โดยนำข้อมูลมาทำการประมวลผล เพื่อให้ได้ผลลัพธ์หรือ  ข้อมูลที่ต้องการ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ มีวิธีการประมวลผล 2 วิธี คือ 

1.วิธีการประมวลผลข้อมูลโดยใช้มือ
 เป็นการประมวลผลที่ใช้แรงงานมนุษย์ทั้งทางกายและสมอง โดยการคิดคำนวณจัด  ข้อมูลด้วยมือ ข้อมูลที่ผ่านการประมวลผลออกมาในรูปแฟ้มภาพ ตาราง ฯลฯ วิธีการนี้  เหมาะสมสำหรับข้อมูลที่มีปริมาณน้อย และไม่สลับซับซ้อนมากนัก และข้อมูล  อาจจะ เกิดความคลาดเคลื่อนได้สูงด้วย

2. วิธีการประมวลผลข้อมูลโดยใช้คอมพิวเตอร์
 เป็นวิธีที่ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์เป็นหลักในการประมวลผล สามารถประมวลผลได้อย่าง  ต่อเนื่องมีความแม่นยำสูง รวดเร็ว ตลอดจนประมวลผลข้อมูลที่สลับซับซ้อนได้อย่างมี  ประสิทธิภาพ สามารถแบ่งได้ 2 วิธี คือ

2.1 หมายถึง การประมวลผลของข้อมูลที่อยู่ในช่วงของเวลาใดเวลาหนึ่งหรือเรื่องที่  สนใจเป็นครั้งๆไป เช่นต้องการทรายระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชา ภาษาไทย ป.1  ภาคเรียนที่ 1 ของโรงเรียนแห่งหนึ่ง ก็ต้องเก็บรวบรวมข้อมูลทั้งภาคเรียน เมื่อเก็บ  รวบรวมข้อมูลเรียบร้อยแล้วก็นำข้อมูลไปประมวลผลกับโปรแกรมตามต้องการเพื่อให้  ได้ผลลัพธ์ และสามารถนำไปใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ การประมวลผลแบบนี้ มี  การจัดกระทำเป็นครั้งคราวในกลุ่มนั้น ซึ่งการประมวลผลแบบนี้จะต้องมีการรวบรวม  ข้อมูลไว้ก่อนล่วงหน้าวิธีนี้จะประหยัดค่าใช้จ่ายแต่จะล่าช้า และข้อมูลไม่ทันสมัยด้วย

2.2 การประมวลผลแบบตรงหรือแบบสุ่ม หมายถึง การประมวลผลข้อมูลในทันทีที่  ต้องการโดยการป้อนข้อมูลทางแป้นพิมพ์ จากนั้นส่งข้อมูลไปบนสายสัญญาณ ซึ่ง  เชื่อมต่อจากเครื่องปลายทาง ไปสู่ฐานข้อมูลของเครื่องหลักที่ใช้ในการประมวลผล  เช่น การฝากถอนเงินด้วยบัตร ATM การซื้อของในห้างสรรพสินค้า การจองห้องใน  โรงแรม วิธีการนี้นิยมใช้แพร่หลายในปัจจุบัน เพราทั้งสะดวกรวดเร็ว แต่เสียค่าใช้จ่าย  สูงในการส่งข้อมูล
 การประมวลผลทั้ง ๒ วิธีมีข้อแตกต่างกันในการใช้งาน เราจะต้องเลือกวิธีการประมวล  ผลข้อมูลที่มีความเหมาะสมกับลักษณะของข้อมูล และจุดประสงค์เพื่อทำให้งานออก  มามีประสิทธิภาพ




ประมวลผล

7. ประเภทของข้อมูล





  7. ประเภทของข้อมูล

ประเภทของข้อมูล

 ข้อมูลปฐมภูมิ  คือข้อมูลที่เก็บจากแหล่งโดยตรง ทำได้โดยการสัมภาษณ์ การนับ มีวิธีเก็บได้ 2 วิธี
 1. จากสำมะโน คือการเก็บข้อมูลจากทุกหน่วยงานด้วยการสัมภาษณ์ การนับ ซึ่งไม่ค่อยนิยม เพราะใช้  เวลาและค่าใช้จ่ายสูง เช่น การเก็บสถิติผู้ใช้รถโดยสารประจำทาง
 2. จากการสำรวจกลุ่มตัวอย่างโดยเลือกตัวแทนกลุ่มที่เหมาะสม ที่มีลักษณะใกล้เคียงกับที่ต้องการ  ศึกษา เช่น สำรวจความนิยมของวัยรุ่นเกี่ยวกับการใช้โทรศัพท์มือถือ กลุ่มตัวอย่างที่จะศึกษาก็ต้องเป็น  พวกวัยรุ่น
 ข้อมูลทุติยภูมิ  เป็นข้อมูลที่ผู้แต่งเก็บรวบรวมไว้แล้ว ซึ่งอาจเก็บไว้ใช้ในการบริหารหน่วยงานนั้นๆ  สามารถนำมาใช้ได้เลย ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย แต่ต้องศึกษาว่า ข้อมูลนั้นเก็บรวบรวมมาเหมาะสมหรือไม่


ประเภทของข้อมูลสถิติ

แบ่งได้ 2 ลักษณะดังนี้

ข้อมูลเชิงคุณภาพ  (Qualitative data) หมายถึงข้อมูลที่แสดงถึงสถานภาพ คุณลักษณะ หรือคุณสมบัติ เช่น เพศ เชื้อชาติ สถานภาพสมรส ศาสนา กลุ่มเลือด เป็นต้น
ข้อมูลเชิงปริมาณ  (Quantitative data) หมายถึงข้อมูลที่อยู่ในรูปตัวเลข (numerical data) ที่แสดงถึงปริมาณ  อาจเป็นค่าที่ไม่ต่อเนื่อง (discrete) คือค่าที่เป็นจำนวนเต็มหรือจำนวนนับ เช่น จำนวน รถยนต์ในกรุงเทพมหานคร

6. ความหมายของข้อมูลเเละสารสนเทศ





 6.  ความหมายของข้อมูลเเละสารสนเทศ

 ข้อมูล (Data) หมายถึง ข่าวสาร เอกสาร ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับบุคคล สิ่งของหรือ  เหตุการณ์ในรูปแบบของตัวเลข ภาพ ตัวอักษร และสัญลักษณ์ต่างๆ เช่น คะแนนสอบ  วิชาภาษาไทย ราคาสินค้า จำนวนนักเรียนในโรงเรียน


 สารสนเทศ (Information) หมายถึง ข้อมูลต่างๆ ที่ได้ผ่านการเปลี่ยนแปลงหรือมีการ  ประมวลผลหรือวิเคราะห์สรุปผลด้วยวิธีการต่าง ๆแล้วเก็บรวบรวมไว้ เพื่อนำมาใช้  ประโยชน์ตามต้องการการประมวล (Data Processing)เป็นการนำข้อมูลจากแหล่งต่างๆที่  เก็บรวบรวมไว้มาผ่านกระบวนการต่างๆเพื่อแปรสภาพข้อมูลให้เป็นระบบและอยู่ในรูป  แบบที่ต้องการ


5. ผลกระทบของเทคโนโลยี





  5.  ผลกระทบของเทคโนโลยี


 เทคโนโลยีทำให้เรามีความสะดวกสบายทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน การติดต่อสื่อสาร การ  คมนาคม และอื่น ๆ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีทางด้านสร้างสรรค์ แต่อีกด้านหนึ่ง ถ้าใช้เทคโนโลยีในทางที่ผิด  ก็จะทำให้เกิดอันตรายอย่างมหันต์ต่อมวลมนุษยชาติเช่นเดียวกัน ตัวอย่างเช่น การเกิดสงครามใน  ปัจจุบัน อาวุธที่ใช้รบกันมีอำนาจทำลายล้างสูงมาก สามารถที่จะทำลายล้างมนุษย์ทั้งเผาพันธุ์ สำหรับ  ในประเทศไทยเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทต่อความเป็นอยู่และสังคมมาก เทคโนโลยีส่วนใหญ่ไม่มีเกิด  ขึ้นจากการคิดค้นจะการคิดค้นจากการคิดค้นของคนไทย แต่เป็นการรับเอาเทคโนโลยีจากต่างชาติเข้า  มากมาย ทำให้ความรู้ไม่เท่ากันกับต่างประเทศ และขาดประสิทธิภาพในการใช้เทคโนโลยี ผลกระทบ  ของเทคโนโลยีที่มีต่อประเทศไทยหลายอย่างเช่น




 มลภาวะทางอากาศ  เกิดจากท่อไอเสียรถยนต์ที่ปล่อยสารพิษตะกั่วป่นไอเสียออกมา ซึ่งสารตะกั่วมีผล  ต่อระบบหายใจของมนุษย์ จะทำให้เกิดปวดท้อง คอแห้ง และชักหมดสติ เป็นต้น และมลพิษทางอากาศ  อีกอย่างหนึ่งที่พบในเมืองที่มีการจราจรคับคั่งได้แก่ การเกิดปฎิกิริยาเรือนกระจก (Greenhouse Effect) แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์(CO2) ที่ปล่อยออกจากยานพาหนะจะกั้นไม่ให้ความร้อนจากดวง  อาทิตย์กระจายออกจากโลกทำให้อุณหภูมิของโลกร้อนขึ้นมีผลต่อการเจริญเติบโตของพืชและสัตว์





มลภาวะทางเสียง  การเกิดเสียงดังมากของการจราจรที่คับคั่งตามเมืองใหญ่ ๆ ทำให้เกิดความรำคาญจนกระทั่งเกิดโรคภัยไข้เจ็บหลายชนิด





มลภาวะทางน้ำ  เกิดจากการที่มนุษย์ปล่อยน้ำเสีย ซึ่งมีสารพิษ เช่น ปรอท แคตเมียม หรือแมงกานีส ลงในแม่น้ำลำคลอง ทำให้น้ำเน่าเสีย เป็นสาเหตุให้เกิดโรคระบาด เช่นท้องร่วง ไทฟอยด์ และบิด เป็นต้น



4. ความสำคัญของเทคโนโลยี





4.  ความสำคัญของเทคโนโลยี


 เทคโนโลยีในปัจจุบันมีความสำคัญในชีวิตประจำวันของคนเรามาก ไอทีคือเทคโนโลยีที่มีความทันสมัย  และอำนายความสะดวกในด้านต่างๆเช่นโทรศัพท์ คอมพิวเตอร์ แล้วนำมาประยุกต์ให้เข้ากับยุคสมัย ใน  ยุคสมัยนี้คอมพิวเตอร์กำลังถูกนำมาประยุกต์ใช้กับงานด้านต่างๆกันอย่างกว้างขวางเช่นทุกวันนี้ การที่  เราจะบรรยายหรือนำเสนอเรื่องราวต่างๆโดยอาศัยการพูดหรือการเขียนกระดานอย่างเดียวนั้น คงจะเป็น  เรื่องที่ล้าสมัยและน่าเบื่อเอามากๆเนื่องจากในปัจจุบันนี้ เครื่องคอมพิวเตอร์ที่เราใช้งานกันอยู่ใน  สำนักงานหรือสถาบันการศึกษาทั่วๆไปนั้น มีความสามารถในการแสดงภาพ เสียง และข้อความ ต่างๆ  ประสานสอดคล้องกันเป็นอย่างดี
 ปีนี้ประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่ยุคไอที่แล้ว ปีนี้เป็นปีที่แวดวงไอทีเปลี่ยนแปลงอย่างมากมากเลยทีเดียว  ไม่เพียงแต่ตัวเทคโนโลยีที่ก้าวเร็วจนคนหลายคนตามไม่ทัน แม้แต่วัฒนธรรมในการใช้ไอทีของคนเราก็  เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเยาวชน นักเรียน นักศึกษา ที่หันมาใช้ไอทีเป็นหนึ่งในเครื่องมือ  สำคัญในการสร้างสีสันให้กับชีวิต เราจึงได้เห็นบทบาทของเยาวชนไทย ทั้งในฐานะผู้รับเทคโนโลยีและ  เจ้าของเทคโนโลยี กลุ่มนักเรียน นิสิต นักศึกษา เรามักจะเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงทางด้านความคิด  ไอเดียสร้างสรรค์ใหม่ๆจากเยาวชนเหล่านี้เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามในเมื่อมีผลดีก็ต้องมีผลเสียตามมาด้วย  เช่นกัน

 เทคโนโยยีสารสนเทศเป็นเทคโนโลยีที่มีบทบาทที่สำคัญในทุกๆวงการ ดังนั้นจึงมีผลต่อการ  เปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจ การศึกษาและการเมือง ได้อย่างมาก เราสามารถรับรู้ข่าวสารได้ทันที  เราใช้เครือค่ายอินเตอร์เน็ตในการสื่อสารระหว่างกันและติดต่อกับคนได้ทั่วโลก จึงเป็นที่แน่ชัดว่าการ  เปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม สังคม การศึกษา เศรษฐกิจและการเมืองมีส่วนมาจากการวิวัฒนาการทาง  ด้านสารสนเทศนี้ด้วย ดังนั้นเราควรใช้เทคโนโลยีด้วยความมีสติ ใช้ให้เกิดประโยชน์กับตนเองมากที่สุด  อาจจะช่วยทดแทนการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้บ้าง 




3. ประโยชน์ของคอมพิวเตอร์




  3. ประโยชน์ของคอมพิวเตอร์


 จากการที่คอมพิวเตอร์มีลักษณะเด่นหลายประการ ทำให้ถูกนำมาใช้ประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตประจำ  วันในสังคมเป็นอย่างมาก ที่พบเห็นได้บ่อยที่สุดก็คือ การใช้ในการพิมพ์เอกสารต่างๆ เช่น พิมพ์  จดหมาย รายงาน เอกสารต่างๆ ซึ่งเรียกว่างานประมวลผล ( word processing ) นอกจากนี้ยังมีการ  ประยุกต์ใช้คอมพิวเตอร์ในด้านต่างๆ อีกหลายด้าน ดังต่อไปนี้


 1.  งานธุรกิจ เช่น บริษัท ร้านค้า ห้างสรรพสินค้า ตลอดจนโรงงานต่างๆ ใช้คอมพิวเตอร์ในการทำบัญชี    งานประมวลคำ และติดต่อกับหน่วยงานภายนอกผ่านระบบโทรคมนาคม นอกจากนี้งานอุตสาหกรรม  ส่วนใหญ่ก็ใช้คอมพิวเตอร์มาช่วยในการควบคุมการผลิต และการประกอบชิ้นส่วนของอุปกรณ์ต่างๆ เช่น  โรงงานประกอบรถยนต์ ซึ่งทำให้การผลิตมีคุณภาพดีขึ้นบริษัทยังสามารถรับ หรืองานธนาคาร ที่ให้  บริการถอนเงินผ่านตู้ฝากถอนเงินอัตโนมัติ ( ATM ) และใช้คอมพิวเตอร์คิดดอกเบี้ยให้กับผู้ฝากเงิน    และการโอนเงินระหว่างบัญชี เชื่อมโยงกันเป็นระบบเครือข่าย             



 2.  งานวิทยาศาสตร์ การแพทย์ และงานสาธารณสุข สามารถนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในนำมาใช้ในส่วน  ของ  การคำนวณที่ค่อนข้างซับซ้อน เช่น งานศึกษาโมเลกุลสารเคมี วิถีการโคจรของการส่งจรวดไปสู่  อวกาศ  หรืองานทะเบียน การเงิน สถิติ และเป็นอุปกรณ์สำหรับการตรวจรักษาโรคได้ ซึ่งจะให้ผลที่  แม่นยำกว่า  การตรวจด้วยวิธีเคมีแบบเดิม และให้การรักษาได้รวดเร็วขึ้น  



 3.   งานคมนาคมและสื่อสาร ในส่วนที่เกี่ยวกับการเดินทาง จะใช้คอมพิวเตอร์ในการจองวันเวลา ที่นั่ง  ซึ่ง  มีการเชื่อมโยงไปยังทุกสถานีหรือทุกสายการบินได้ ทำให้สะดวกต่อผู้เดินทางที่ไม่ต้องเสียเวลารอ  อีกทั้งยังใช้ในการควบคุมระบบการจราจร เช่น ไฟสัญญาณจราจร และ การจราจรทางอากาศ หรือใน  การสื่อสารก็ใช้ควบคุมวงโคจรของดาวเทียมเพื่อให้อยู่ในวงโคจร ซึ่งจะช่วยส่งผลต่อการส่งสัญญาณให้  ระบบการสื่อสารมีความชัดเจน 



 4.  งานวิศวกรรมและสถาปัตยกรรม สถาปนิกและวิศวกรสามารถใช้คอมพิวเตอร์ในการออกแบบ หรือ  จำลองสภาวการณ์ ต่างๆ เช่น การรับแรงสั่นสะเทือนของอาคารเมื่อเกิดแผ่นดินไหว โดยคอมพิวเตอร์จะ  คำนวณและแสดงภาพสถานการณ์ใกล้เคียงความจริง รวมทั้งการใช้ควบคุมและติดตามความก้าวหน้า  ของโครงการต่างๆ เช่น คนงาน เครื่องมือ ผลการทำงาน 



 5.   งานราชการ เป็นหน่วยงานที่มีการใช้คอมพิวเตอร์มากที่สุด โดยมีการใช้หลายรูปแบบ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ  บทบาทและหน้าที่ของหน่วยงานนั้นๆ เช่น กระทรวงศึกษาธิการ มีการใช้ระบบประชุมทางไกลผ่าน  คอมพิวเตอร์ , กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้จัดระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเพื่อเชื่อมโยงไป  ยังสถาบันต่างๆ , กรมสรรพากร ใช้จัดในการจัดเก็บภาษี บันทึกการเสียภาษี เป็นต้น 



 6.   การศึกษา ได้แก่ การใช้คอมพิวเตอร์ทางด้านการเรียนการสอน ซึ่งมีการนำคอมพิวเตอร์มาช่วยการ  สอนในลักษณะบทเรียน CAI หรืองานด้านทะเบียน ซึ่งทำให้สะดวกต่อการค้นหาข้อมูลนักเรียน การเก็บ  ข้อมูลยืมและการส่งคืนหนังสือห้องสมุด 










2. บทบาทของคอมพิวเตอร์




  2.  บทบาทของคอมพิวเตอร์


 1. บทบาทของคอมพิวเตอร์ในสถานศึกษา
  • คอมพิวเตอร์ช่วยในงานบริหาร เช่น การคิดคะแนน
  • ทำทะเบียนบุคลากร
  • คอมพิวเตอร์ช่วยในงานบริการ เช่น งานห้องสมุด งานแนะแนว
  • คอมพิวเตอร์ช่วยในการเรียนการสอน 

 2. บทบาทของคอมพิวเตอร์ในวงราชการ
  • คอมพิวเตอร์ช่วยในการทำทะเบียนราษฎร์
  • คอมพิวเตอร์ช่วยในการนับคะแนนเลือกตั้ง คิดภาษี อากร การบริหารทั่วไป
  • คอมพิวเตอร์ช่วยในการรวบรวมข้อมูลและสถิติ
  • การบริหารงานทั่วไปของหน่วยงานราชการ ทำให้เกิดความสะดวก รวดเร็ว ยิ่งขั้น 

  3. บทบาทของคอมพิวเตอร์ในงานสังคมศาสตร์
  • คอมพิวเตอร์ช่วยในงานวิจัย เพื่อให้ได้คำตอบออกมาอย่างรวดเร็วและถูกต้อง  

  4. บทบาทของคอมพิวเตอร์ในวงการแพทย์
  • คอมพิวเตอร์ช่วยในการบันทึก
  • ค้นหาทะเบียนประวัติผู้ป่วย
  • คอมพิวเตอร์ช่วยในการวินิจฉัยโรค เช่น ตรวจคลื่น สมอง บันทึกการเต้นของหัวใจ
  • คอมพิวเตอร์ช่วยในการคำนวณหาตำแหน่งที่ถูกต้อง ของอวัยวะก่อนการผ่าตัด  

   5. บทบาทของคอมพิวเตอร์ในการสื่อสาร
  • คอมพิวเตอร์ช่วยในการจองตั๋วเครื่องบิน
  • คอมพิวเตอร์ช่วยในการเก็บข้อมูล สถิติของผู้โดยสาร
  • คอมพิวเตอร์ช่วยในการควบคุมการจราจรทางอากาศ 

  6. บทบาทของคอมพิวเตอร์ในงานธุรกิจ
  • คอมพิวเตอร์ช่วยในการวางแผนธุรกิจ
  • คอมพิวเตอร์ช่วยในการประเมินสถานการณ์ทาาง เศรษฐกิจในอนาคตได้อย่างแม่นยำ
  • คอมพิวเตอร์ช่วยงานธุรการ เช่น งานพัสดุ งานภาษี การทำจดหมายโต้ตอบ 

  7. บทบาทของคอมพิวเตอร์ในงานธนาคาร
  • คอมพิวเตอร์ช่วยในการรับฝากและถอนเงิน ที่เป็นภาระกิจประจำของธนาคาร
  • คอมพิวเตอร์ช่วยในการคิดดอกเบี้ยในอัตราต่างๆ
  • คอมพิวเตอร์ช่วยให้ลูกค้า ฝากถอนเงินด่วน หรือโอนเงินจากเครื่องได้โดยอัตโนมัติ (ATM) 

  8. บทบาทของคอมพิวเตอร์ในงานวิศวกรรม
  • คอมพิวเตอร์ช่วยในการเขียนแบบ
  • คอมพิวเตอร์ช่วยในการควบคุมหุ่นยนต์ให้ทำงาน
  • คอมพิวเตอร์ช่วยในการคำนวณโครงสร้าง วางแผน ควบคุมการก่อสร้าง 

  9. บทบาทของคอมพิวเตอร์ในงานวิทยาศาสตร์
  • คอมพิวเตอร์ช่วยในการเปรียบเทียบ คัดเลือกข้อมูล
  • คอมพิวเตอร์ช่วยในการทดลองที่เป็นอันตราย
  • คอมพิวเตอร์ช่วยในการเดินทางของยานอวกาศ การถ่ายภาพระยะไกล และการสื่อสารผ่านดาวเทียม 

 10. บทบาทของคอมพิวเตอร์ในร้านค้าปลีก
  • ห้างสรรพสินค้าใหญ่ ๆ ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์คิดเงินแทนเครื่องคิดเลข
  • การอ่านรหัสด้วยเครื่องอ่าน (Barcode)